ReadyPlanet.com
dot dot
bulletวิชาตาทิพย์
bulletวิชานรลักษณ์ศาสตร์
bulletหนังสือชี้ชวนงานไหว้ครู
bulletคาถาพระพุทธเจ้าเปิดโลก
bulletอาจารย์ผู้อบรมวิชา
bulletตำราเลข ๗ ตัว ๙ ฐาน
bulletDVD เลข ๗ ตัว ๙ ฐาน
bulletงานรับวุฒิบัตร : เสาร์ที่ 16 กพ. 2556
bulletงานบายศรี สู่ขวัญ


นฤณัฐ กิจจาบัณฑิต


อารัมภกถา

                                                                            อารัมภกถา

             ก่อนอื่นมารู้จักกำพืดของผู้เรียบเรียงบ้าง   คนเราจะคบกันทั้งทีรู้จักที่มาที่ไปกันบ้างก็จะดี  ดีกว่าหลับหูหลับตาคบกันไปโดยที่ไม่รู้จักหัวนอนปลายเท้าของกันเลยคงจะไม่ดีเป็นแน่   ผู้เรียบเรียงเป็นคนอีสานโดยกำเนิด   คุณพ่อเป็นชาวยโสธร  คุณแม่เป็นชาวจังหวัดศรีสะเกษ   ผู้เรียบเรียงเกิดที่อำเภอกันทรารมย์  จังหวัดศรีสะเกษ   เกิดเมื่อวันที่  ๒๓  กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๘๓   เวลาเกิดแม่บอกว่าพระตีกองเพล (ประมาณ ๑๐.๓๐ – ๑๑.๓๐ น.) จบประถม ๔   บวชเป็นสามเณรสายพระป่า (สายธุดงค์)  ๕  ปี  สอบได้นักธรรมชั้นเอก  และสอบได้มหาเปรียญตั้งแต่ยังเป็นสามเณร   บวชเป็นพระภิกษุได้ ๑ พรรษา  หมดบุญในทางธรรม  ลาสิกขาออกมาผจญโลกทำราชการกรมไปรษณีย์โทรเลขหลายปี     ลาออกจากราชการไปอยู่วงการบันเทิง (เป็นช่างภาพถ่ายภาพยนตร์)  ๒๐ กว่าปี   เคยทำงานทีวีช่อง ๓ รุ่นแรก (ฝ่ายผลิตรายการ)   หลังจากนั้นลาออกกลับมาถ่ายหนังอย่างเดิมจนถึง พ.ศ. ๒๕๓๔      จึงเลิกราจากวงการหนังอย่างเด็ดขาดขืนอยู่ต่อไปคงจะเหลือแต่หนัง
            

             ถ้าจะมีคำถามว่า “เชื่อหมอดูไหม?”  ตอบว่า “ไม่เชื่อ”  เพราะตอนบวชก็บวชอยู่สายพระป่า (สายปฏิบัติ)   ท่านสอนให้ไปนิพพานอย่างเดียว  ผีสางคางแดงต่าง ๆ ไม่ให้ไปเชื่อถือทั้งนั้น   ได้ประพฤติตามที่ท่านสอนมาตลอด  แต่พอมาอยู่ทางโลกกลับไม่เป็นอย่างนั้น   โดยเฉพาะช่วงที่เป็นช่างภาพถ่ายภาพยนตร์ พรรคพวกได้พาไปหาพระเกจิอาจารย์  ไปหาหมอดู  ไปหาเจ้าเข้าทรงต่าง ๆ ทั้ง ๆ ที่ใจก็ไม่ได้เชื่อ  แต่ก็ไม่ได้ขัด  หรือทำตัวเป็นศัตรูจนออกนอกหน้า  เพียงแต่คิดในใจว่า  ศาสตร์เหล่านี้มีจริงหรือ?  เชื่อถือได้หรือ? ถ้ามีจริง หรือพอเชื่อถือได้  เราน่าจะศึกษาเอาไว้ช่วยพรรคพวกเพื่อนฝูง  ไม่ต้องเสียเวลาไปหาคนอื่น  ใครเดือดร้อนมาช่วยเขาได้เราช่วยเลย  ดีกว่าจะปล่อยให้ไปหาคนอื่น  ถ้าไปหาคนไม่ดี ไม่บริสุทธิ์อาจจะถูกหลอก เสียเงินเสียทองเสียเวลาทำมาหากินได้  เมื่อคิดได้อย่างนี้จึงตัดสินใจเรียนหมอดู  ตอนนั้นทำงานอยู่ทีวีช่อง ๓  หนองแขม  มันก็มีคำถามขึ้นมาว่า  แล้วเราจะไปเรียนที่ไหน? นึกขึ้นมาได้ว่ามีเพื่อนรุ่นพี่อยู่คนหนึ่งท่านเก่งวิชาโหราศาสตร์ไทยก็เลยไปพบท่านบอกความประสงค์ให้ท่านรู้   ท่านดีใจมากท่านบอกว่าน่าจะเรียนมาตั้งนานแล้ว  ดวงคุณเรียนหมอดูได้ดีมาก    ผมจะสอนให้คุณทุกอย่าง  ตำราอุปกรณ์ต่าง ๆ ผมจะหาให้เอง    พรุ่งนี้พบกันที่ร้านป๊อบเฉลิมกรุง
          

        วันรุ่งขึ้นผู้เรียบเรียงไปนั่งคอยท่านที่ร้านป๊อบเฉลิมกรุงตามนัด คอยแล้วคอยเล่าไม่เห็นพี่เขามาตามที่นัดกันไว้  กำลังจะกลับมีคนวิ่งมาบอกว่าพี่เขาขับรถชนต้นไม้เสียชีวิตเมื่อเช้ามืดนี้เอง   ผู้เรียบเรียงก็ได้แต่เสียใจ  และเสียดายที่ท่านอายุไม่น่าจะสั้นอย่างนี้   เพราะเป็นรุ่นพี่กันไม่กี่ปีเอง   อะไรไม่ว่าหมอดูที่เราจะเรียนก็ไม่ได้เรียน  จิตนึกขึ้นมาว่า    หรือว่าตัวเองเกิดมาอาภัพครูอาจารย์    ถ้าเป็นอย่างนั้นเราน่าจะหาตำรามาอ่านมาเรียนเอาเองดีกว่า


            นั่งรถเมล์จากเฉลิมกรุงลงรถที่สนามหลวงตรงหลังพระแม่ธรณีบีบมวยผม  มีซุ้มขายหนังสือเรียงราย เดินหาตำราหมอดูไปพบตำราเล่มหนึ่งหน้าปกเป็นรูปพระยาพิเภกถือกระดานโหร   เขียนเอาไว้ว่า “ตำราพยากรณ์เลข ๗ ตัวพิสดาร  ฉบับกรุงสุโขทัย  โหรเทพย์  สาริกบุตร”  เป็นหนังสือขนาดพ๊อคเก็ตบุ๊ค  ราคา ๒๐ บาท   ตัดสินใจซื้อทันที นั่งรถกลับบ้านเปิดอ่านทันที  ท่านเขียนอธิบายกฎเกณฑ์เอาไว้ ๗๒ หน้ากระดาษพ็อคเก็ตบุ๊ค   และอธิบายการพยากรณ์ฐานพยากรณ์เอาไว้อีก ๑๘ หน้าครึ่ง   ผู้เรียบเรียงอ่านตั้งแต่บ่ายจนเย็น  เข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง (ส่วนมากไม่เข้าใจ)  รู้แต่ว่ามันยาก  เอาแค่ตั้งเป็น  ๙  ฐาน  มันก็ตั้งได้แค่ฐานที่ ๘   พอฐานที่ ๙  ตำราบอกให้เดินยามทวนกลับก็ติดแล้ว  ติดชนิดไปไม่รอดจอด  ค่าที่ยอมแพ้วางตำราไว้ก่อน  อาบน้ำอาบท่ากินข้าวกินปลาเสร็จเริ่มใหม่  มันก็ยังติดอยู่นั่นแหละ  หมดปัญญาหันไปพึ่งพระจุดธูปเทียนอธิษฐานจิตต่อหน้าพระว่า “ถ้าศาสตร์นี้พอมีความจริงอยู่บ้างพอที่จะช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ได้บ้าง  ขอให้ข้าพเจ้าเรียนศาสตร์นี้ได้ด้วยตัวเองเถิด    หรือจะมีท่านผู้ใดมาช่วยบอกช่วยสอนให้รู้โดยญาณวิถีทางใดทางหนึ่งด้วยเถิด    ถ้าเป็นไปได้ตามที่ข้าพเจ้าอธิษฐาน  ข้าพเจ้าจะทำหน้าที่ทั้งการพยากรณ์และสอนสั่งให้คนอื่น     โดยการไม่เรียกร้องวัตถุเงินทองข้าวของจากเขา   แล้วแต่เขาจะศรัทธาทำบุญเท่านั้น”
            

           พออธิษฐานเสร็จลงนอน  พอเคลิ้มจะหลับเหมือนมีคนมาปลุกให้ตื่นขึ้นมา  บอกในจิตว่าให้ทำอย่างนี้   ผู้เรียบเรียงก็ทำไปตามที่จิตบอก   พูดง่าย ๆ ว่าติดเมื่อไหร่ก็อธิษฐานจิตถามไปจิตก็จะตอบออกมา  เราก็ทำตามไปตามที่จิตบอกนั้น   เรียนได้ไม่นานก็ดูหมอได้แต่มันก็ยังไม่คล่องนักใช้วิธีเอาวัน – เดือน – ปีเกิดของผู้ที่จะดูนั้นมาดูที่บ้านตอนกลางคืนนั่งเขียนคนเดียว เขียนคำพยากรณ์ไปส่งเขา วันอื่นทำอย่างนี้จนชำนาญต่อไปก็ไม่ต้องเอามาเขียนที่บ้าน ตอบคำถามเขาต่อหน้าได้เลย จนทำให้มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่ววงการหนังว่า “หมอดูแม่น”      จนได้ฉายาว่า “เจษฎ์หมอดู” ซึ่งเมื่อก่อนมีฉายาว่า “เจษฎ์ตากล้อง”
            

            ต้นแบบของเดิมท่านวางโครงสร้างเอาไว้น้อยมาก  เหมือนกับท่านจะให้เราปลูกบ้าน  ท่านก็เอาไม้มาวางกองไว้แล้วท่านก็บอกว่า “ปลูกบ้าน” ปลูกแบบไหนไม่บอกไม่อธิบาย เราต้องหาวิธีเอาเองหมดเลย แต่ก็นับว่าเป็นบุญคุณล้นเหลือที่จะพรรณนา ล้นเหลือที่จะทดแทนท่านได้ พูดได้เต็มปากเต็มคำว่า “ถ้าไม่มีปรมาจารย์เทพย์ สาริกบุตร” ก็จะไม่มีหมอดูชื่อ “เจษฎา  คำไหล”
            

             การเป็นนักพยากรณ์ (หมอดู) ไม่ง่ายอย่างที่คิด   ต้องตอบคำถามเขาแทบทุกเรื่องที่เขาถาม  บางเรื่องของเดิมท่านไม่ได้เขียนไว้เลย  หลายเรื่องมากที่ท่านไม่ได้เขียนเอาไว้เป็นต้นว่าเรื่องการเดินทางไปต่างประเทศ   ผู้เรียบเรียงต้องไปหาดวงคนที่เคยเดินทางไปต่างประเทศมาหลายร้อยดวง   เอามาวิจัยวิจารณ์ได้ผลออกมาจึงเอามาตอบคำถามเขา   ตอบคำถามก่อนเดินทางได้   พอเขาถามต่อว่าเดินทางไปแล้วจะกลับเมื่อไหร่?   จะอยู่นานไหม?  จะใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศเลยไหม?  ผู้เรียบเรียงต้องไปหาดวงคนที่เดินทางกลับจากต่างประเทศมาวิเคราะห์วิจัยอีกหลายร้อยดวง จึงได้คำตอบ   แม้แต่ดวงคนที่ไปใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศแล้วไม่กลับมาก็ต้องทำอย่างนี้   พูดง่าย ๆ ว่าผู้เรียบเรียงต้องเป็นภาระไปหาคำตอบมาตอบเขาได้จนหมดทุกเรื่อง   เป็นต้นว่าเรื่องคนไม่แต่งงาน – ไม่แต่งงานและบวชตลอดชีวิต – บวชแล้วมียศฐาบรรดาศักดิ์สูง – คนเป็นหม้าย (ตายจากกัน) – คนที่หย่าร้าง (เลิกกัน) – คนที่เป็นฝาแฝด – คนเกิดวัน – เดือน – ปีเดียวกันแต่ต่างบิดา – มารดา – ดวงคนที่เป็นหมอดู – ดวงคนเป็นคนทรงเจ้า – ดวงคนเป็นเกย์ – เป็นทอม – เป็นดี้ – เป็นเมียน้อย – เมียหลวง – เป็นคนขายตัว – คนไม่มีบุตร – คนทำแท้ง – คนเป็นโรคเอดส์ – เป็นมะเร็ง ฯลฯ    ซึ่งในตำราเดิมท่านไม่ได้เขียนไว้เลย   ตลอดเวลา ๒๐ กว่าปีผู้เรียบเรียงต้องหาเอาเองหมด   ส่วนมากจะหาจากสถิติ  แต่บางเรื่องหาจากสถิติไม่ได้  เช่นดวงชะตาคนฝาแฝด  กับคนที่เกิดวัน – เดือน – ปีเดียวกันแต่ต่างบิดามารดา   ผู้เรียบเรียงต้องถามจากเบื้องบน  ท่านบอกมาทางจิตจึงได้นำมาบอกมาสอนพรรคพวกต่อ ๆ กันมาจนทุกวันนี้   ได้ผลแม่นยำ ๘๐%  ทุกวันนี้ค่อนข้างจะเหนื่อยน้อยลง  เพราะเกือบ ๒๐ กว่าปีที่ผู้เรียบเรียงได้บอกสอนถ่ายทอดความรู้ทั้งหมดที่ได้มาให้กับพรรคพวกเพื่อนฝูง  พี่ ๆ น้อง ๆ ลูก ๆ หลาน ๆ เอาไว้ประมาณเกือบสองพันคน   พวกเราสัญญากันไว้ว่าจะรักนับถือกันเหมือนญาติพี่น้องใครมีความรู้อะไรแปลก ๆ ใหม่ ๆ เกี่ยวกับเลข ๗ ตัว ๙ ฐาน ที่ผู้เรียบเรียงยังไม่เคยบอกเคยสอนไว้ให้บอกสอนกันต่อ ๆไป และให้บอกผู้เรียบเรียงด้วย  ถ้าใครได้ความรู้อะไรมาแปลก ๆใหม่ ๆ เกี่ยวกับเลข ๗ ตัว ๙ ฐานแล้วไม่บอกเพื่อนฝูงต่อขอให้ขี้ไหลขี้ราดไม่หยุด   ถ้าใครบอกคนอื่นต่อขอให้เจริญรุ่งเรือง  ร่ำรวย  มีเกียรติยศชื่อเสียง  ดูหมอแม่น  ขอให้ได้หูทิพย์ – ตาทิพย์ – ใจทิพย์ (แกล้งแช่งเล่น ๆ ไปอย่างนั้นแหละ)
            

              วิชาหมอดูเป็นวิชาที่เรียนไม่รู้จบ  เป็นวิชาที่ไม่มียอด  เป็นวิชาที่มีลักษณะกลม  กลิ้งไปกลิ้งมา  ถ้าอยากเก่งต้องดูหมอให้มาก ๆ  เมื่อผ่านคำถามมาก ๆ  ตอบคำถามเขาได้มาก ๆ แล้วเราจะเก่งเอง   ถ้าคิดจะเป็นหมอดูอาชีพจะต้องผ่านการดูหมออย่างน้อยที่สุดหนึ่งพันดวงขึ้นไป   จึงจะเอาตัวรอดผ่านไปได้โดยไม่ถูกคนที่มาดูหมอด่าว่าเป็นหมอเดา  ผู้เรียบเรียงไม่ได้เป็นหมอดูอาชีพ  แต่ผ่านการดูหมอมาหลายหมื่นดวง   เรื่องอะไรที่ยังไม่รู้ก็ไปหาดวงที่เขาเกิดนั้นมาสักร้อยดวง เอามาวิจัยวิจารณ์ว่าเพราะดาวอะไรอยู่ภพอะไร  อยู่บนฐานอะไร   และผสมกับดาวอะไรจึงทำให้เกิดเรื่องนั้น ฝึกดูหมอดูใหม่ ๆ ต้องดูดวงคนให้ได้วันละหนึ่งดวงทุกวัน หรือทางที่ดีให้เขียนดวงตัวเองใส่กระเป๋าเสื้อไว้  มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นทั้งดี และไม่ดีให้หยิบขึ้นมาตรวจดูทุกครั้ง  เพื่อจะได้รู้ว่าเพราะดาวอะไร – ภพอะไร – ฐานรองรับอะไร    จึงทำให้เกิดเหตุการณ์อย่างนี้ขึ้น   เราก็คนเขาก็คนอะไรเกิดขึ้นกับเราอย่างนี้    ไปพบดวงคนอื่นอย่างนี้เหตุการณ์ก็จะต้องเหมือนกัน
           

             ให้คิดอยู่เสมอว่าการพยากรณ์คือการคาดการณ์   เมื่อมันเป็นการคาดการณ์มันก็คือการเดานั่นเอง   แต่มันเป็นการเดาอยู่ในกฎเกณฑ์ (เดาตามหลักวิชา)  เมื่อมันเป็นการเดามันจะต้องมีทั้งผิดและถูก  คนที่มาให้พยากรณ์ให้ข้อมูลผิด (บอกวัน – เดือน – ปีเกิดผิด) หมอดูก็ดูผิด   หมอดูจำกฎเกณฑ์การพยากรณ์ผิดก็ผิดอีก   การดูหมอจึงเสี่ยงต่อการผิดพลาดอยู่ตลอดเวลา   เมื่อมันเป็นอย่างนี้ผู้เรียบเรียงจึงไม่ขอเป็นหมอดูอาชีพอย่างเด็ดขาด   ขอเป็นหมอดูสมัครเล่นไปตลอดชีวิต  ไม่เรียกร้องเงินทองข้าวของอะไรจากใคร ๆ  รวมทั้งการพยากรณ์และสอนสั่ง   แต่ถ้าเขามีศรัทธาให้ไว้ก็รับไม่ให้ก็แล้วไป  อยากดูให้ก็ดู  ไม่อยากดูก็ไม่ดู  ใครมาพูดไม่ดีในเชิงดูหมิ่นเหยียดหยาม  ก็เชิญเขาออกจากสำนักเราไป   เพราะเราไม่ได้เชื้อเชิญให้ใครมาดู  เมื่อเราทำได้อย่างนี้จิตใจของเราก็เบาสบายไม่มีอคติใด ๆ ในจิต  จิตไม่ถูกกดข่มด้วยเงินทองของมีค่า   จิตไม่ถูกกดข่มด้วยยศฐาบรรดาศักดิ์   เมื่อจิตเป็นอิสระจึงเบาสบายสงบนิ่งกลายเป็นสมาธิ   เมื่อจิตเป็นสมาธิความแม่นยำจากการพยากรณ์ย่อมเกิดตามมาเป็นของธรรมดา
           

              การพยากรณ์ (ดูหมอ) ให้ดูไปตามศาสตร์ที่เรียนมา  โดยเฉพาะเลข ๗ ตัว ๙ ฐาน  ภพทั้ง ๓๕ ภพจะบอกเรื่อง  ดาว ๑ – ๗  จะบอกเรื่อง  ฐานรองรับ (ฐานที่ ๔) จะบอกเรื่องและบอกดี – เลว – ปานกลาง (บอกคุณภาพ)  เวลาพยากรณ์จร (ปัจจุบัน) ไม่ว่าจะเป็นจรปี – จรเดือน – จรวัน – จรชั่วโมง (จรยาม) ให้จับคู่   เมื่อจับคู่แล้วจะมีเรื่องให้เราพยากรณ์ทั้งหมด ๑๐ เรื่อง (ตามภพ)   หรืออาจจะมากกว่านั้น (แปลดาวเพิ่ม – แปลฐานเพิ่ม)  พูดง่าย ๆ ว่าทุกครั้งมันจะมีเรื่องให้เราพยากรณ์มากที่สุดประมาณ ๑๐ เรื่อง  น้อยที่สุดประมาณ ๕ เรื่อง  ให้เราพูดเดาหรือทุบดินไปตามนั้น   เพราะฉะนั้นการพยากรณ์ทุกศาสตร์จึงมีคำว่า “และ / หรือ” ตลอดเวลา     นอกจากท่านที่มีญาณวิเศษมีหูทิพย์ – ตาทิพย์เท่านั้นจึงจะออกคำพยากรณ์ได้คำเดียวโดยไม่มี   “และ / หรือ”   นอกนั้นเดาเหมือนกันหมดรวมทั้งผู้เรียบเรียงด้วย  โดยเฉพาะผู้เรียบเรียงเดามาตลอดชีวิตของการเป็นหมอดู   แต่เดาไปตามศาสตร์ตามกฎเกณฑ์ของศาสตร์ที่เรียนมา   การพยากรณ์มันไม่ใช่เรื่องของศาสตร์อย่างเดียว  มันมีทั้งศาสตร์ทั้งศิลป์รวมอยู่ในที่เดียวกัน   ศาสตร์คือ“กฎเกณฑ์ที่ตั้งไว้”   ศิลป์คือ  “ความพอเหมาะพอดี หรืออะไรควรไม่ควร”  เป็นต้นว่าเรื่องนั้น ๆ ควรจะเอาไปพยากรณ์ช่วงวัยไหน?    เรื่องอะไรควรจะเกิดก่อนเกิดหลัง  การออกคำพยากรณ์ค่อนข้างหนักไปในทางใด   เช่น
           

              วัยรุ่นอายุ  ๑๕ – ๒๕  ปี       เรื่องการเรียนการศึกษา – ความรัก 
              อายุ   ๒๕ – ๓๕  ปี    เรื่องหน้าที่การงาน – ความรัก
              อายุ   ๓๕ – ๔๕  ปี      เรื่องหน้าที่การงาน – ครอบครัว
              อายุ   ๔๕ – ๖๐   ปี      เรื่องหน้าที่การงาน – ครอบครัว – ลูกหลาน
              อายุ   ๖๐    ปีขึ้นไป    เรื่องลูกหลาน – สุขภาพพลานามัย – สัจธรรมชีวิต

             มีอีกวิธีหนึ่งซึ่งค่อนข้างจะเป็นศิลปะในการพยากรณ์เอามาก ๆ ทีเดียว   คือใช้วิธีการอย่างเดียวกันกับหมอแพทย์ตรวจโรคให้คนไข้   เขาจะถามอาการก่อนจึงตัดสินใจว่าเป็นโรคอะไร   นักพยากรณ์ก็เช่นเดียวกันเพื่อจะให้เรื่องหลาย ๆ เรื่องมันแคบเข้าว่ามันควรจะเป็นเรื่องอะไรกันแน่  เช่น
             ผู้หญิงคนหนึ่งมาให้พยากรณ์อายุจร ๓๓ ปี  ตกภพปุตตะ เราถามเขาก่อนว่าแต่งงานหรือยัง  ถ้าเขาบอกว่าแต่งงานแล้ว   เราถามต่อว่ามีบุตรหรือยัง  เขาตอบว่ายังไม่มี  เราก็ออกคำพยากรณ์ไปได้เลยว่าปีนี้คุณจะมีบุตรนะ   หรือ
ผู้หญิงคนหนึ่งอายุ ๕๔ ปี  ตกภพปุตตะ   ฐานรองรับดีไม่ชนเสีย  เราถามเขาก่อนว่าบุตรแต่งงานหรือยัง  เขาบอกว่าแต่งงานแล้ว  ถามต่ออีกว่ามีหลานหรือยัง  เขาตอบว่ายังไม่มี   เราก็ออกคำพยากรณ์ฟันธงไปได้เลยว่าปีนี้จะได้เลี้ยงหลานแล้วนะ   แต่ถามเขาแล้วเขาบอกว่าไม่มีบุตร  เราก็ออกคำพยากรณ์ไปว่าปีนี้คิดจะเอาเด็กมาเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรมใช่ไหม?  ผู้เรียบเรียงเคยใช้วิธีนี้มาตลอด  บางครั้งทำเอาผู้มาให้พยากรณ์งงว่ารู้ได้แม้กระทั่งความคิดของเขา  หรือ
             ผู้หญิงคนหนึ่งมาให้พยากรณ์อายุจร ๔๓ ปี  ตกภพอัตตะ – ปิตา – กดุมภะ – ปุตตะ – สุภะ – มหาอุบาทว์  ฐานรองรับปีจรไม่ดี   เมื่อแปลรวมความแล้ว  พอจะได้ใจความว่า ปีนี้บิดา หรือบุตรของเจ้าของดวงชะตาจะทำให้เดือดร้อนเสียเงินเสียชื่อเสียง   เพื่อจะให้สองเรื่องแคบเข้าเหลือเรื่องเดียว   เราก็ใช้วิธีถามเขาไปว่าคุณพ่อยังอยู่ไหม?  ถ้าเขาบอกว่าเสียชีวิตไปนานแล้ว   เราก็ออกคำพยากรณ์ฟันธงไปได้เลยว่าปีนี้ระวังบุตร – หลานจะทำให้เดือดร้อนเสียเงินเสียชื่อเสียงนะ   แต่ถ้าเขาบอกว่าคุณพ่อยังมีชีวิตอยู่ เราก็จำเป็นจะต้องออกคำพยากรณ์ไปทั้งสองเรื่องว่า ปีนี้ระวังคุณพ่อจะเจ็บป่วยทำให้เสียเงินเสียทองนะ หรือไม่ก็ลูกหลานจะทำให้เดือดร้อนเสียเงินเสียชื่อเสียงนะอย่างนี้เป็นต้น
มีอีกวิธีหนึ่งซึ่งเป็นวิธีสุดท้ายที่ผู้เรียบเรียงใช้เป็นประจำ  และใช้ทุกครั้งที่ทำหน้าที่พยากรณ์   วิธีนี้เป็นการใช้จิตผสมกับศาสตร์     ผู้เรียบเรียงมักจะเรียกวิธีนี้ว่า “วิชาหมอเดา” วิธีการก็ไม่ยากเย็นอะไร   เมื่อมีคนมาให้เราพยากรณ์  ถามวัน – เดือน – ปีเกิดของเขา  เขียนเป็นรูปดวงเลข ๗ ตัว ๙ ฐาน  คำนวณปีจร – เดือนจร – วันจร เสร็จเรียบร้อยแล้ววางไว้ตรงหน้าเรา  ทำจิตให้ว่างให้เป็นสมาธิ    แล้วรำลึกถึงคุณพระศรีรัตนตรัย  เทพพรหม  หรือครูบาอาจารย์  ตลอดจนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เราเคารพนับถือบอกท่านว่า “ขณะนี้มีผู้มาให้พยากรณ์ เขาเดือดร้อนมาหาเราเอง  เรื่องอะไรที่เขาถามที่เขาอยากจะรู้  หรือแม้แต่วิธีแก้ไขจะแก้ไขยังไงให้มาดลจิตดลใจให้ข้าพเจ้ารู้ทางจิต  หรือนำพาให้ข้าพเจ้าพูด   พาข้าพเจ้าพยากรณ์ให้เขาอย่าให้ผิดพลาดพลั้งด้วยเถิด”   แล้วเพ่งสายตา - เพ่งจิตลงไปที่ตัวเลขดวงชะตาของเขา   เอาตัวเลขเอาดวงชะตาเขาเป็นกสิณ  ถ้ามันมีหลายเรื่องเราก็ถามไปที่จิตว่าเรื่องอะไรก่อน  เรื่องอะไรหลัง   เรื่องที่เราถามไปมันจะแว๊บมากระทบจิต   ถ้าเรื่องอะไรแว๊บมากระทบจิตก่อน   นั่นคือเรื่องที่หนึ่งที่เราจะต้องพยากรณ์   แว๊บต่อไปคือเรื่องที่สอง  และสามไปเรื่อย ๆ ตามที่จิตกระทบ   เป็นต้นว่าคุณจะมาถามเรื่องนี้ – เรื่องนั้น  และเรื่องโน้นใช่ไหม?  ทำเอาผู้มาให้พยากรณ์งงเลยว่ารู้ได้ยังไง   วิธีนี้ผู้พยากรณ์ใช้เป็นประจำ   เขาถามคำถามมาเราเอาคำถามเขาไปถามจิต   จิตตอบมายังไงเราก็บอกเขาไปอย่างนั้น   ทำอย่างนี้ไปจนหมดเรื่องถามก็เป็นอันจบกัน  นี่คือวิธีการดูหมอของผู้เรียบเรียง   ข้อสำคัญที่สุดคือ เมื่อจิตแว๊บอย่ารอช้า  ถ้าเราช้ามันจะแว๊บเอาเรื่องอื่นมาให้เรางง   และห้ามไปคิดว่า “ฉันคิดเอาเองหรือเปล่าไม่ใช่ของจริงมั๊ง”  ถ้าไปคิดอย่างนั้นทุกสิ่งทุกอย่างจะรวนเรไปหมด   ท่านจะลงโทษเราทันที  หาว่าตัวเองยังไม่เชื่อตัวเองแล้วจะไปเชื่อใคร   ฝึกอย่างนี้บ่อย ๆ ให้เคยชิน   ปัจจุบันผู้เรียบเรียงแทบจะไม่ต้องเขียนดวงเลย   มีคนมานั่งต่อหน้าให้พยากรณ์  จิตก็ออกคำพยากรณ์ให้ทันที    ทั้งหมดที่กล่าวมานี้คือวิธีการพยากรณ์โดยใช้จิตผสมผสานกับศาสตร์  ใครจะนำเอาไปใช้ก็เชิญไม่สงวนสิทธิ์    หรือใครไม่ใช้ก็ไม่ว่าอะไรกัน   ผู้เรียบเรียงใช้แล้วได้ผลดีมาก   บางวันดูหมอถึง ๖๐ – ๗๐ คนก็ไม่รู้สึกเครียด  หรือเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าเลย


           อนึ่ง ให้นักพยากรณ์ (หมอดู) สำนึกอยู่เสมอว่า “เราไม่ใช่ผู้วิเศษเป็นเพียงผู้อ่านแผนที่ชีวิตให้เขาเท่านั้น”   เขาจะดีจะเลวมันเกิดจากการกระทำของเขาเอง   มาให้เราอ่านหรือไม่มาชีวิตเขาก็จะเป็นเช่นนั้น    ตัวเราพร้อมที่จะอ่านถูกอ่านผิดตลอดเวลา   เขาให้ข้อมูล(วัน – เดือน – ปี) ผิดเราก็อ่านผิด    เราจำกฎเกณฑ์ของศาสตร์การอ่านผิดมันก็ผิดอีก  เมื่อมันเป็นอย่างนี้ผู้เรียบเรียงจึงไม่ขอยึดวิชาโหราศาสตร์ (หมอดู) เป็นสรณะ  แต่ก็เคารพนับถือยกย่องว่าเป็นสิ่งประเสริฐ  พอที่มนุษย์จะนำเอาไปเป็นแสงสว่างส่องทางให้รู้ว่าทางนี้ควรเดินหรือไม่ควรเดิน   อย่างน้อยก็เตือนให้เราไม่ประมาทพลาดพลั้งได้ไม่มากก็น้อย
             

          เมื่อผู้เรียบเรียงรู้ว่าตัวเราไม่ใช่ผู้วิเศษ  ทุกคนมีแผนที่ชีวิตของตัวเอง   อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด  ไม่มีพระเจ้าหรือพระพรหมองค์ไหน  ดาวดวงใด  จะมาบันดาลให้ชีวิตสรรพสัตว์เป็นไปตามใจชอบได้   นอกจากตัวสรรพสัตว์เอง   ดวงดาวเป็นเพียงธนาคารคอยรับฝากความดี และความชั่วแล้วคืนความดีและความชั่ว  พร้อมทั้งต้นทั้งดอกคืนผู้ฝากเท่านั้น   เมื่อความจริงเป็นอย่างนี้   ผู้เรียบเรียงจึงขอเป็นเพียง “นักอ่านแผนที่ชีวิต” หรือไม่ก็ขอเป็นเพียง “จิตแพทย์แผนโบราณโง่ ๆ” คนหนึ่งเท่านั้น   ทุกครั้งที่จะอ่านแผนที่ชีวิต(ดูหมอ)ให้เขา  หรือหลังจากไหว้พระสวดมนต์เสร็จทุกครั้ง จะอธิษฐานจิตว่า “ขอให้ข้าพเจ้าพบแต่คนดี  พบแต่กัลยาณมิตร  พบญาติพี่น้องเมื่ออดีตชาติ   พบแต่ดวงชะตาที่แก้ไขได้เท่านั้น  คนไหนชั่วโดยสันดาน  โกงชาติบ้านเมือง  ทำให้สังคมเดือดร้อนขออย่าได้มาเจอะเจอข้าพเจ้าเลย   ดวงชะตาใดถึงฆาต – ถึงตาย – ล้มละลายแก้ไขไม่ได้ขออย่าให้ได้มาเจอะมาเจอข้าพเจ้าเลย   ขอให้เขาไปหาหมอดูอื่น  ตำหนักสำนักอื่นที่เขาเก่งกว่าข้าพเจ้า ทุกครั้งที่ข้าพเจ้าทำหน้าที่พยากรณ์และสอนสั่ง  ขออำนาจพุทธานุภาพ  ธรรมานุภาพ   สังฆานุภาพ  พรหมานุภาพ  อินทรานุภาพ   เทวานุภาพ  พร้อมทั้งอนุภาพของฤาษีร้อยแปด   มีปู่ฤาษีพรหมนารอดเป็นประธาน    จงมาช่วยดลบันดาลจิตใจของข้าพเจ้าให้รู้แจ้ง  รู้จริง  อย่าให้ผิดพลาดพลั้ง  ขอให้ปากให้คำพูดของข้าพเจ้าศักดิ์สิทธิ์  พูดยังไงขอให้เป็นอย่างนั้น   บุญกุศลที่เกิดจากการทำดีทั้งหมดนี้  ข้าพเจ้าขอยกให้แด่ท่านทั้งหมด   ข้าพเจ้าขอเป็นเพียงสะพาน  เป็นเครื่องมือเป็นอุปกรณ์ให้ท่านทำความดีเท่านั้นก็พอใจแล้ว”   ทั้งหมดนี้คือคำอธิฐานจิตของผู้เรียบเรียงก่อนจะทำการพยากรณ์
 

            ตำราพยากรณ์เลข ๗ ตัว ๙ ฐานนี้    ครั้งแรกผู้เรียบเรียงได้เรียบเรียงเอาไว้เพื่อเป็นคู่มือในการสอน   ขณะนั้นสอนอยู่ที่ชมรมโหราวิทยา  วัดสามพระยา   จำได้ว่าประมาณปีพ.ศ. ๒๕๓๐ – ๒๕๓๑  ใช้เวลาเรียบเรียงเพียง ๗ วัน  มีข้อบกพร่องอยู่มาก   มาปีพ.ศ. ๒๕๓๙   ผู้เรียบเรียงได้มาสอนที่สมาคมโหราศาสตร์นานาชาติ    วัดราชนัดดาวรวิหาร   มีนักศึกษาท่านหนึ่งชื่อคุณสมภพ  จิระอุดมทรัพย์   ได้ทำการถอดเทปที่สอนออกมาเป็นหนังสือ   ถ่ายเอกสารแบ่งกันอ่านกันเรียนพอแก้ขัดแก้จนไปได้   ต่อมาเมื่อปีพ.ศ. ๒๕๔๐   คุณชยุต  ธรรมปิตานนท์ (นักเรียนวันอาทิตย์   วัดราชนัดดา)  ได้ถอดเทปที่สอนมาถ่ายเอกสารแบ่งกันอ่านกันเรียนพอแก้ขัดแก้จนมาได้  จนถึงปีพ.ศ. ๒๕๔๕  พี่ ๆ เพื่อน ๆ น้อง ๆ และลูก ๆ หลาน ๆ ทั้งขู่ทั้งเข็ญให้เขียนตำราให้เป็นมาตรฐาน   เป็นกฎเป็นเกณฑ์เพื่อสะดวกในการศึกษาสักทีหนึ่ง   คนอื่นเขาเขียนขายกินร่ำรวยไปถึงไหนแล้ว   ผู้เรียบเรียงยังทำตัวเรื่อย ๆ เฉื่อย ๆ อยู่ชนิดคนที่ไม่รู้ร้อนรู้หนาว  โดยเฉพาะไม่กลัวความจน   เพราะตั้งแต่เกิดมาจนถึงขณะที่เขียนต้นฉบับนี้อายุปาเข้าไป ๖๔ ปีแล้ว   ก็ยังรักษาความจนไว้ได้ดีเสมอต้นเสมอปลาย  เหมือนเกลือรักษาความเค็ม  จิตใจก็ยังมั่นคงไม่เคยหวั่นไหวไปตามความรวย  หรือยศฐาบรรดาศักดิ์ใด ๆ ทั้งสิ้น   ตราบใดที่ “มาม่า” ยังมีขายอยู่ผู้เรียบเรียงจะไม่กลัวความจน แต่อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด   พี่จารึก (รศ. ดร.จารึก   เพชรจรัส) ที่ผู้เรียบเรียงรักเคารพนับถือท่านเหมือนพี่ชาย   ท่านบอกว่าท่านจะช่วยเขียนเรียบเรียงรอบนอก (กฎเกณฑ์ทั้งหมดของเลข ๗ ตัว ๙ ฐาน) ให้ผู้เรียบเรียงเขียนเรียบเรียงใส่ใน (ภาคพยากรณ์) เท่านั้นยังไม่พอยังมีอีก ๔ แรงหนุนคือคุณสมพงษ์   สมฤดีทวีกิจ,   คุณสุจินดา  จิตรวศินกุล   เจ้าของโรงพิมพ์เจริญผลการพิมพ์   และอีกคู่หนึ่งคือคุณชลิต – คุณเก็จวลี    วรนันท์ศิริ   ทั้ง ๔ ท่านนี้ผู้เรียบเรียงรักนับถือเหมือนน้องแท้ ๆ รักนับถือกันมานาน  และคอยช่วยเหลือเกื้อกูลผู้เรียบเรียงมาตลอดเวลาอันยาวนาน  อาจจะช่วยเหลือไปจนตายก็ได้   ทั้ง ๕ ท่านนี้ทั้งผลักทั้งดันทั้งเข็ญ   รับผิดชอบทุกเรื่องทุกรูปแบบ  ใช้เวลาผลักดันขู่เข็ญกันอยู่ ๒ ปีเต็ม ๆ จึงสำเร็จเป็นตำราเลข ๗ ตัว ๙ ฐานประยุกต์ขึ้นมาได้   ผู้เรียบเรียงจึงขอมอบความดีทั้งหมดให้แก่บุคคลทั้ง ๕ ท่านนี้        ถ้าไม่มีท่านทั้ง ๕  นี้รับรองไม่มีตำราเล่มนี้อย่างแน่นอน   อาศัยผู้เรียบเรียงคนเดียวขอมีชีวิตอยู่กับลมหายใจไปวัน ๆ ก็พอใจแล้ว
สุดท้ายผู้เรียบเรียงขอมอบความดีทั้งหมดที่จะพึงได้พึงมีจากตำราเล่มนี้    ให้แก่พี่จารึก(รศ.ดร.จารึก  เพชรจรัส),  คุณสมพงษ์   สมฤดีทวีกิจ,   คุณสุจินดา   จิตรวศินกุล,   และคุณชลิต – คุณเก็จวลี   วรนนท์ศิริ    ขออุทิศส่วนกุศลผลบุญให้แก่ “ท่านปรมาจารย์เทพย์   สาริกบุตร”   เป็นผู้ที่วางรากฐานของตำราไว้        และขออุทิศส่วนกุศลให้แก่เทพทุกชั้น   พรหมทุกชั้น   ตลอดจนบิดา – มารดา – ครูบาอาจารย์   เจ้ากรรมนายเวร ขอให้ถึงซึ่งความสุขสมหวังในสิ่งที่พึงปรารถนาทุกประการ   รวมถึงผู้ที่นำไปศึกษาเล่าเรียน   ก็ขอให้สำเร็จสมหวังตามที่ปรารถนาทุกท่านทุกคน   ความผิดพลาดบกพร่องทั้งหมดที่จะพึงเกิดพึงมีในตำราเล่มนี้ผู้เรียบเรียงขอน้อมรับผิดไว้แต่เพียงผู้เดียว  

                                                                                                                         ด้วยความปรารถนาดีจากใจจริง

                                                                                                                          ( นายเจษฎา      คำไหล  )

นักพยากรณ์ท๊อปเทน     และนักโหราศาสตร์ดีเด่นแห่งประเทศไทย
อาจารย์สอนวิชาเลข ๗ ตัว ๙ ฐานประยุกต์     ประธานที่ปรึกษาชมรมอาศรมเจษฎาจารย์
๓/๔๐๐  หมู่ 6  ซอย 1  หมู่บ้านโชคชัยปัญจทรัพย์  ถนนรามคำแหง ๑๘๔   แขวงมีนบุรี  
เขตมีนบุรี   กรุงเทพฯ ๑๐๕๑๐                     
โทร.  ๐-๒๕๔๐-๔๒๕๙ - ๖๐,   ๐๘๑-๙๒๐-๔๕๒๖



 




บทความต่างๆ

คาถาไหว้ครูหมอดู
ฤกษ์ปลูกต้นไม้
รั้วป้องกันเคราะห์ เกราะป้องกันตัว
เลข ๗ ตัว ๙ ฐาน (ชั้นสูง)
ดิถีดี-ดิถีร้าย
ถาม–ตอบ
ดวงจร ปีจร
คาถาจุดเทียนชัย
ทิศราหูจร-ยามตรีเนตร
ดวงเหมือน-ดวงแฝด
คำนำวิชาตาทิพย์
วิชานรลักษณ์ศาสตร์
หนังสือชี้ชวนงานไหว้ครู 2558
พุดตานกถา
ประวัติชมรมอาศรมเจษฎาจารย์
คาถาพระพุทธเจ้าเปิดโลก
ดวงชาตาล้มละลาย
ดวงผ่าคลอดบุตร
ดวงชาตาพิการทางสมอง (CP) หรือ (ออทิสติก)
อาจารย์ผู้อบรมวิชา และเจ้าหน้าที่ชมรม
การพยากรณ์ดวงชะตาคนทั้งโลก
ดวงเส้นโลหิตในสมองแตก (ความดันสูง)
วิชานรลักษณ์ศาสตร์
ดวงต่างประเทศ
คำทำนายภูมิพยากรณ์ทั้ง ๘
ดวงไฟไหม้บ้าน
ดวงชาตาจิตรกร
ดวงชาตาที่เป็นนักประพันธ์ (นักเขียน)
ดวงชะตาคนที่มีแล้วหมด (รวยแล้วกลับจนอีก)
ดวงชาตาที่ขาดเรื่องเพศสัมพันธ์ไม่ได้
ดวงกินคู่ (ตายจากกัน)
ดวงชาตาที่เป็นโรคไม่หายขาด
ดวงเกี่ยวกับต่างประเทศ
พยากรณ์เรื่องคู่ ๑-๒
ดวงผ่าตัด
ดวงทำนายหญิง
การพยากรณ์เรื่องบุตร
ดวงอนุภรรยา
พยากรณ์ดวงชาตาฐาน ๑๓
ดวงชาตาทอม
ดวงทำนายหญิง
ดวงกระเทย (ชายเป็นหญิง)
ดวงภาคพยากรณ์
ดวงชะตาที่มีอายุยืน
ดวงหญิงที่มียศ–ตำแหน่งสูง
วิชาตาทิพย์ article



Copyright © 2012 All Rights Reserved.

 Address: ชมรมอาศรมเจษฎาจารย์ (วัดสุวรรณคีรี) ซอยรพ.เจ้าพระยา  
ถนนอรุณอัมรินทร์ แขวงบรมราชชนนี เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ 10700
Tel: 0-2884-8606, 0-2884-7603 Email: naruenat24@gmail.com, http://www.jessadajarn.com